Archive for the 'สาระWEB โดย ณ คลัง' Category

ปีที่ 16 ฉบับที่ 826 ประจำวันจันทร์ที่ 1 ธ.ค.2551-วันอาทิตย์ที่ 7 ธ.ค.2551 หน้า 5

Wednesday, November 19th, 2008

ความคืบหน้ารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e - Government)

รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Government เป็นการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้ในองค์การ
เพื่อพัฒนาระบบการบริหารจัดการและระบบการให้บริการของหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

                           ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนและประชาชนได้รับการบริการที่สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง ทุกเวลา เป็นธรรมและเป็นการกระตุ้น
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารในภาคเอกชนและประชาชน เพื่อนำประเทศก้าวเข้าสู่การแข่งขันในเวทีโลก นอกจากนั้น
ระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ยังเป็นกลไกที่เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญต่อการพัฒนากลยุทธ์ของประเทศ
ในการก้าวเข้าสู่
e-Thailand อีกด้วย ซึ่งในการสร้างระบบดังกล่าว ภาคราชการจะต้องเตรียมการรองรับโดยการปรับปรุงกระบวนการบริหาร
ปรับปรุงระเบียบข้อบังคับของทางราชการให้มีความสอดคล้องกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และสนับสนุนการปรับปรุงทรัพยากรมนุษย์
ให้มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนกำหนดมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นในการปฏิบัติราชการ หลักสำคัญของการ
สร้าง
e – Government  คือที่เดียว  การบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ทันใด  มีผลทางกฎหมายทันที ไม่ต้องเสียเวลารอคอยการตอบกลับ
ทางเอกสาร ทั่วไทย  ประชาชนสามารถใช้บริการที่รัฐบาลจัดทำได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก ทุกเวลา  ประชาชนสามารถขอรับบริการต่าง ๆ
ของภาครัฐได้ 24 ชั่วโมง ทั่วถึง และ เท่าเทียม  ประชาชนและผู้ด้อยโอกาสทางสังคม จะมีโอกาสได้รับบริการจากภาครัฐที่สะดวกสบาย
เช่นเดียวกับประชาชนในเมือง ได้รับอย่างเท่าเทียมกัน โปร่งใสและเป็นธรรมาภิบาล สามารถดำเนินการแบบเปิดเผยผ่านระบบออนไลน์
ที่มีผู้เข้าร่วม และรู้เห็นจำนวนมากได้
แต่ระบบสารสนเทศหรือไอทีเป็นระบบที่หน่วยงานส่วนใหญ่ยังมีความกังวลในเรื่องงบประมาณ
ด้วยงบประมาณจำนวนมาก ขณะเดียวกันข้อมูลสารสนเทศก็มีความสำคัญในการบริหารจัดการหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน
จึงต้องเร่งพัฒนาระบบดังกล่าวให้เกิดศักยภาพและพร้อมมากยิ่งขึ้น ปัญหาที่ประสบอยู่ในขณะนี้คือเรื่องการดำเนินงานและการบริหารของ
หน่วยงานภาครัฐที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายหลายฉบับ ทั้งกฎหมายเฉพาะ และกฎหมายด้านการบริหาร โดยกฎหมายแต่ละฉบับ
ล้วนมีข้อปฏิบัติเฉพาะที่แตกต่างกัน ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายนั้นๆ รวมถึงการปรับเปลี่ยนระบบงบประมาณเป็นแบบมุ่งเน้นผลงาน
และการปรับเปลี่ยนระบบบริหารงานบุคลากรภาครัฐแนวใหม่ หน่วยงานภาครัฐส่วนใหญ่ มีการสร้างระบบสารสนเทศ โดยใช้เทคโนโลยี
ที่มีการลงทุนด้าน
IT ด้วยสัดส่วนงบประมาณค่อนข้างสูง แต่ระบบข้อมูลสารสนเทศ ที่ถูกสร้างขึ้นมายังอยู่ในลักษณะที่แยกเป็นส่วนงานย่อย
ในแต่ละหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลหรือประสานข้อมูลระหว่างระบบงานที่ต่างกันได้ ส่งผลต่อการบริหารจัดการด้านข้อมูล
ในระดับองค์กร และไม่เอื้อต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานในภาพรวม การออกแบบกระบวนงานภาครัฐให้เป็นมาตรฐานแบบเดียวกัน
จึงมีความสำคัฐที่สุด และเป็นเครื่องมือที่จะใช้อธิบายกระบวนการทำงาน ในระบบต่างๆ ของหน่วยงานที่สามารถสร้างความเข้าใจพร้อมกับ
การสร้างมาตรฐานในการทำงานของหน่วยงานร่วมกัน เพื่อกระบวนงานเหล่านั้นมีความสอดคล้องกับกฎหมายหรือระเบียบ เรื่องจากทุกกระบวนงาน
จะต้องอ้างอิงกับกฎหมาย ระเบียบ กฎเกณฑ์ที่หน่วยงานนั้นต้องถือปฏิบัติ นอกจากนั้น ยังสามารถสร้างการมีส่วนร่วมของทั้งองค์กร
ช่วยลดความขัดแย้งและเกิดความเห็นพ้องร่วมกันมากขึ้นในระหว่างหน่วยปฏิบัติด้วยกันแต่เนื่องจากปัญหาต่างๆ ที่พบมักเป็นปัญหา
ที่ต้องแก้ในระดับองค์กร ตั้งแต่การปรับทัศนคติในการทำงาน ที่ต้องทำร่วมกันแบบบูรณาการทั่วทั้งองค์กร จำเป็นอย่างยิ่งต้องได้รับการ
สนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงอย่างเต็มที่
ต้องมีการทดสอบและปรับปรุงหลายรอบ จากงานวิจัยพบว่าขั้นตอนออกแบบกระบวนการทำงาน
ภาครัฐจะสามารถดำเนินการได้เรียบร้อยแต่เมื่อเริ่มพัฒนาระบบงานตามที่ออกแบบอาจจะไม่ได้รายละเอียดทุกอย่างสมบูรณ์ตามต้องการ
จึงต้องมีกรณีของการพัฒนาเพิ่มเติม ซึ่งส่งผลกระทบต่อระยะเวลาและค่าใช้จ่ายต่อโครงการ
หลังจากเกิดการยกระดับมาตรฐานการทำงาน
ขององค์กรเข้าสู่การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะทำให้เกิดการสร้างสรรค์ทางภูมิปัญญา และความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับบุคลากรและ
หน่วยงานภาครัฐรวมทั้งเป็นความตั้งใจในการขับเคลื่อนระบบบริหารจัดการองค์กรให้เดินหน้าต่อไป อันเป็นการเพิ่มขีดความสามารถ
ต่อการบริหารจัดการงานภาครัฐในที่สุดครับ

ท่านสามารถอ่านบทความย้อนหลังได้ที่ http://www.let2see.com/ ครับ โดย ณ คลัง na-klung@bigfoot.com

 ข้อมูลเพิ่มเติม

 

 

ปีที่ 16 ฉบับที่ 825 ประจำวันจันทร์ที่ 24 พ.ย.2551-วันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย.2551 หน้า 5

Monday, November 17th, 2008

โปรแกรมบอกอายุคุณได้

โปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนิดนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัย Illinois ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งสามารถคาดเดาอายุของคนได้อย่างแม่นยำ
โดยข้อจำกัดของโปรแกรมนี้คือสามารถประมาณอายุได้จากการใช้ใบหน้าเท่านั้นจะไม่สามารถระบุรายละเอียดอื่นๆ อย่างเพศหรือลักษณะทางกายภาพ
ของร่างกายอื่นๆได้ ผู้ที่ไม่อยากให้ใครทราบอายุของตัวเองคงไม่กล้าที่จะอยู่ใกล้คอมพิวเตอร์ที่กำลังใช้โปรแกรมตัวนี้อยู่เป็นแน่ การทำงานของโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ตัวนี้ในการคาดเดาอายุของคนจะมีประโยชน์อย่างมากในเหตุการณ์ที่ต้องมีการตรวจสอบอายุผู้ใช้บริการหรือลูกค้า หรือการเก็บข้อมูลทางการตลาด
ตัวอย่างการใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวนี้ก็อย่างเช่น ใช้ในการตรวจสอบอายุเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเข้าไปเที่ยวในผับหรือบาร์ เพราะเด็กบางคน
ก็แอบอ้างอายุโดยใช้เอกสารปลอมพื่อให้ได้เข้าไปเที่ยวในสถานบันเทิงที่จำกัดอายุได้ หรือใช้ตรวจสอบและป้องกันเด็กมีอายุไม่ถึงกำหนดซื้อบุหรี่จาก
ตู้หยอดเหรียญอัตโนมัติ และป้องกันเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเข้าไปในเว็ปไซด์บางอันที่มีการกำหนด อายุผู้เข้าใช้งาน เช่น ต้องไม่ต่ำว่า
18 ปี แต่การ
ประมาณอายุนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายโดยเฉพาะที่เป็นการระบุอายุจากการทำงานของคอมพิวเตอร์ เนื่องจากกระบวนการนี้ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับหลักพันธุ์กรรม
เท่านั้นยังมีปัจจัยต่างๆ มากมายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นเรื่องสุขภาพ สถานที่อยู่และการดำรงชีวิตประจำวันของบุคคลแต่ละคนที่แตกต่างกันใบหน้าของ
มนุษย์นั้นเป็นส่วนสำคัญที่สามารถแสดงให้เห็นข้อมูลที่สามารถใช้ใน การประมาณอายุของมนุษย์ได้ ลักษณะของใบหน้า เช่นสีหน้า เพศ  ที่มาของเชื้อชาติ
จะถูกวิเคราะห์ออกมาโดยภาพ ซึ่งวิธีที่ใช้ในการวิเคราะห์ แบ่งออกเป็น
3 ขั้นตอน คือ ตรวจจับภาพของใบหน้า จำแนกแยกแยะข้อมูลที่รับมา และขั้นตอน
การวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้หลักการ
Multiple Linear  Regression เป็นขั้นตอนหลักที่ถูกนำมาปรับใช้ในการทำงานของโปรแกรม โดยจะทำการ
ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรตาม (
Response , Dependent variable , Y ) หนึ่งตัวกับตัวแปรอิสระ (Predictor,
Independent variable, X )
ที่มีมากกว่าหนึ่งตัว  นั่น ก็คือว่า อายุที่ได้จากการวิเคราะห์จากภาพใบหน้านั้นเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายๆตัวนั่น เอง
งานวิจัยโปรแกรมการประมาณอายุนี้ ได้ถูกป้อนข้อมูลหลักเข้าไปในระบบฐานข้อมูล โดยมีรูปของใบหน้าที่เป็นข้อมูลในฐานข้อมูลกว่า
1,600 หน้า
โปรแกรมนี้สามารถประมาณอายุได้ตั้งแต่
1 ปี ถึง  93 ปี โดยที่มีความแม่นยำประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์  ถ้าการทำงานมีความถูกต้องที่คลาดเคลื่อนได้ 5 ปี
และมีความแม่นยำเพิ่มขึ้นถึง
80 เปอร์เซ็นต์ เมื่อประมาณอายุมีความถูกต้องที่คลาดเคลื่อนได้ 10 ปี โดยความแม่นยำนี้สามารถเพิ่มขึ้นได้อีก ถ้ามีการ
เพิ่มจำนวนใบหน้าในฐานของข้อมูลนั้นให้มากขึ้นยิ่งไปกว่านั้น  โปรแกรมที่ใช้ประมาณอายุนี้ยังมีประโยชน์คือสามารถใช้ในระบบรักษาความปลอดภัย
และตรวจตราดูแลความเรียบร้อย  โดย ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคและคอมพิวเตอร์ที่การติดตั้งใช้ งานโปรแกรมตัวนี้ในการตรวจสอบผู้คน
ที่เข้าออกอาคารว่าอายุอยู่ในช่วงใด
การนำมาใช้งานในทางการพาณิชย์เพื่อเป็นกลยุทธ์ที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น โดย สามารถนำเอาโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ตัวนี้ติดตั้งไว้ที่เคาเตอร์ชำระเงินของร้าน อาหาร หรือร้านขายของต่างๆ เพื่อเก็บว่ามีลูกค้าอายุประมาณเท่าไหร่ซื้อสินค้าชนิดใดมาก เพื่อทำการ
ประเมินความต้องการและความนิยมของสินค้าและบริการได้ซึ่งข้อมูลใน ส่วนนี้มีส่วนช่วยในด้านการโฆษณาและการเสนอสินค้าและบริการให้ตรงกับความ
ต้องการของลูกค้ามากขึ้น และถ้าหากมีการนำเอาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ประมาณอายุมาทำงานรวมกับ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวอื่นๆที่มีการพัฒนาขึ้นมา
เพื่อใช้ระบุเพศ หรือข้อมูลด้านอื่นๆก็จะสามารถทำให้เก็บข้อมูลของลูกค้าหรือผู้ที่เข้ามาใช้ บริการได้มากขึ้น
  ทั้งหมดนี้สามารถทำได้โดยปราศจากการละเมิด
สิทธิส่วนบุคคลแต่อย่างใด  เนื่องจากโปรแกรมนี้ไม่ได้ระบุลักษณะพิเศษของแต่ละบุคคลแต่อย่างไร เพียงแต่ประมาณอายุเพียงเท่านั้น
ถ้าโปรแกรมนี้แม่นยำ
มากขึ้น ก็จะใช้ตรวจนักกีฬาที่โกงอายุได้ครับ

 ท่านสามารถอ่านบทความย้อนหลังได้ที่ http://www.let2see.com/ ครับ โดย ณ คลัง na-klung@bigfoot.com 


 

 

 ข้อมูลเพิ่มเติม

ปีที่ 16 ฉบับที่ 824 ประจำวันจันทร์ที่ 17 พ.ย.2551-วันอาทิตย์ที่ 23 พ.ย.2551 หน้า 5

Friday, November 7th, 2008

       สื่อดิจิทัลสดใส แต่การใช้อินเทอร์เน็ตฮวบ 

 

ปัจจุบันสื่อดิจิตอล กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยธุรกิจประเภทต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น
ทำให้แนวโน้มยังมีโอกาสเติบโตได้อยู่เพราะปัจจุบันตลาดโฆษณาออนไลน์ยังมีสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆทั้งระบบ

แต่
ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจโลก ที่เป็นผลมาจากวิกฤติสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ธุรกิจหลายๆ ประเภทได้รับผลกระทบไปตามกัน
 ปัจจุบันนักการตลาดและเอเยนซี่โฆษณามีความรู้และเข้าใจในสื่อดิจิทัลมากขึ้น การวางแผนทำแคมเปญให้กับสินค้าและธุรกิจจึงมีการหันมาเลือกใช้
สื่อดิจิทัลเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย มีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ สามารถตอบโจทย์การทำตลาดของสินค้าได้ตรงเป้าหมาย

การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจแน่นอนว่าธุรกิจต่างๆคงต้องปรับตัวและระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น แต่มองอีกมุมหนึ่งก็จะเป็นผลดีต่อสื่อดิจิทัลและ
ตลาดโฆษณาออนไลน์ เพราะมีโอกาสที่สินค้าและธุรกิจต่างๆจะตัดงบโฆษณาในสื่ออื่นๆ อาทิ โทรทัศน์วิทยุ สิ่งพิมพ์ มาลงในสื่อดิจิทัลเพราะ
ราคาถูกกว่า ซึ่งหากสื่อดิจิทัลสามารถดึงส่วนแบ่งมาได้ก็จะทำให้ตลาดโตได้อีกมาก
เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี จะทำให้คนอยู่กับบ้านมากขึ้น ซึ่งก็มีส่วน
ที่คนจะใช้เวลาเล่นอินเทอร์เน็ตเข้าเว็บไซต์มากขึ้น รวมทั้งปัจจุบันจำนวนผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตของไทยก็มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นปัจจัย
ให้ธุรกิจและสินค้าต่างๆ ให้ความสนใจกับสื่อดิจิทัลมากขึ้น สินค้าที่นิยมโฆษณาออนไลน์ผ่านสื่อดิจิทัล
5 อันดับแรก คือ 1.สินค้าไอที
2. ธุรกิจด้านการศึกษา 3.รถยนต์ 4. ธุรกิจไฟแนนซ์ และ 5.สินค้าและอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับแนวโน้มของธุรกิจสื่อออนไลน์นั้น เชื่อว่าในอนาคต
เว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่เป็นเว็บท่า เว็บคอมมูนิตี้ และเว็บเมล์ยังคงต้องมีอยู่ เพราะสามารถตอบสนองคนเล่นอินเทอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี  เช่น เว็บท่า
เมื่อคลิกเข้ามาแล้วมีความหลากหลาย สามารถจะติดตามข่าวสาร  เล่นเกม ฟังเพลง ดูมิวสิกวีดีโอ  แชทพูดคุยหาเพื่อน ฯลฯ  ซึ่งหากสามารถตอบสนอง
คนท่องเว็บได้ทุกเรื่องจะได้รับความนิยมมาก เว็บไซด์ที่เป็นอินดี้ เฉพาะกลุ่ม อาทิ เว็บไซต์ของกลุ่มคนรักรถยนต์ยี่ห้อต่างๆ ก็จะได้รับความนิยม
เนื่องจากเว็บไซต์เหล่านี้จะมีแฟนเฉพาะกลุ่ม เหนียวแน่น ทำให้สามารถอยู่ได้ 
แต่เมื่อดูถึงแนวโน้มการแข่งขันตลาดการให้บริการสื่อสารข้อมูลม
ความรุนแรงโดยเฉพาะการลดราคาช่วงที่ผ่านมาถึง 30% ธุรกิจจำพวกบอร์ดแบรนด์ ต้องมีการปรับตัวเพื่อรับสถานการณ์ หันไปเจาะกลุ่มเป้าหมาย
ครัวเรือน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายใหม่ จากเดิมที่มีกลุ่มลูกค้าองค์กรธุรกิจเป็นหลัก เปืดให้
บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เจาะกลุ่มอาคารขนาดสูง ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเศรษฐกิจภายนอก
เข้ามากระทบด้วย โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ทำให้บริการด้านอินเทอร์เน็ตจะชะลอตัวลงเช่นกัน รวมถึงกลุ่มผู้ส่งออกที่ตลาดจะไม่เติบโต
การใช้บริการด้านสื่อสารก็จะลดน้อยลงด้วยครับ

 

 ท่านสามารถอ่านบทความย้อนหลังได้ที่ http://www.let2see.com/ ครับ โดย ณ คลัง na-klung@bigfoot.com 

 ข้อมูลเพิ่มเติม